:: ข่าวและกิจกรรม

“ดอกอ้อ ทุ่งทอง ก้านตอง ทุ่งเงิน”พร้อมเพลงม่วนๆในอัลบั้มใหม่ล่าสุด “เอื้อย-น้อง ร้องลำ”

ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก กับดีเจน้องน้อย  ศุภวรรณ
อาทิตย์ ที่ 10 มิ.ย.2555 เวลา   07.30-12.00 น.พบกับ สองศรีพี่น้อง
“ดอกอ้อ ทุ่งทอง ก้านตอง ทุ่งเงิน”พร้อมเพลงม่วนๆในอัลบั้มใหม่ล่าสุด “เอื้อย-น้อง ร้องลำ”

ประวัติ ดอกอ้อ ทุ่งทอง
“ดอกอ้อ  ทุ่งทอง”

ผ่านวันฟ้าหม่นก่อนยลความสำเร็จ
บนเส้นทางแห่งชีวิตที่ไม่อาจลิขิตได้ ความยากจนของครอบครัวทำให้หลายคนต้องเจอกับอุปสรรคตั้งแต่เกิด ดังเช่นศิลปินลูกทุ่งสาว “ดอกอ้อ ทุ่งทอง”   ผู้ที่อยู่กับความจนอย่างที่หัวใจของเธอไม่ปรารถนา  แต่ปัญหาทางฐานะกลับเป็นวัคซีนที่ทำให้ดอกอ้อต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ กระทั่งประสบความสำเร็จได้เป็นนักร้องสังกัดแกรมมี่โกลด์  ผ่านผลงานเพลงมาถึงปัจจุบันเป็นชุดที่สองแล้ว  จากอัลบั้มแรก “อกหักวันแห่เทียน” ที่พลิกผันชีวิตของดอกอ้อมีชื่อเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงลูกทุ่งจนถึงอัลบั้มล่าสุด “เบอร์โทรเจ้าชู้”

ดอกอ้อ  ทุ่งทอง เมื่อราว 20 ปีก่อน  เธอคือเด็กหญิงบุปผา บุญมี วัย 8 ขวบ ที่ถือกำเนิดณ ในหมู่บ้านเล็กๆ ต.โนนค้อ  อ.บุญฑริก จังหวัดอุบลราชธานี แม้จะอยู่ในช่วงวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและต้องการการพักผ่อน แต่ด้วยความที่ถือกำเนินในครอบครัวที่ยากจน จึงต้องทำงานหาบเหงื่อต่างน้ำราวกับผู้ใหญ่ เริ่มที่กิจวัตรประจำวันงานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการหุงหาอาหาร ปัดกวาด เช็ดถูบ้าน ดอกอ้อลงมือทำโดยไม่เคยบ่น และยังต้องเดินทางรับจ้างหาบน้ำจากลำห้วยราว 10 กิโลเมตร เพื่อแลกกับเงินเพียงวันละไม่เกิน 50 บาท เสร็จจากหาบน้ำก็ต้องเก็บผัก ดอกเห็ด และหอยตามท้องไร่ท้องนามาขาย หรือถ้าสบโอกาสเจอขวดน้ำปลาที่ใช้หมดถูกโยนทิ้งเธอก็จะเก็บมาขาย สารพัดที่จะทำเพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ด้วยจิตสำนึกอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นพี่คนโตถือว่าเป็นเสาหลักรองจากพ่อแม่ ที่ต้องดูแลน้องสาวและน้องชายอีก 4 คน

พอถึงหน้านาก็หารายได้จากการรับจ้างถอนต้นกล้าข้าว มัดละบาท ตกเฉลี่ยได้วันละ 100 บาท ซึ่งไม่พอกับปากท้องของหลายชีวิตในครอบครัว จึงต้องรับจ้างเกี่ยวข้าว หาบข้าว พาดข้าวสารพัดที่ดอกอ้อมาทำได้เทียบเท่าผู้ใหญ่ จนบางครั้งถึงกับเป็นลมล้มพับ เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวมาประทังความหิว และด้วยความที่เป็นเด็กที่อยากกินขนมหวานเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เพราะความจน พอเห็นเพื่อนได้กินเงาะโรงเรียน ก็เลยเอาเปลือกเงาะที่เพื่อนกินเสร็จแล้วโยนทิ้งมาแทะเนื้อที่ติดมาเล็กน้อยประทังความอยากตามประสาเด็ก ส่วนพักกลางวันในโรงเรียนก็ลงขันกับเพื่อนบ้านซื้อส้มตำมากินกับข้าวเหนียว และกบ เขียด อึ่งอ่างที่แต่ละคนเตรียมมากินด้วยกัน

ความยากจนยังส่งผลให้ดอกอ้อมีปัญหาการเรียนต่อหลังจบชั้นประถมปีที่ 6 จึงไม่มีเงินที่จะเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นช่วงนั้นเลยต้องทำนาเลี้ยงควายอยู่ที่บ้าน หนึ่งปีให้หลังครูพินิจ ทางทองครูใหญ่โรงเรียนโนนค้อ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี รับดอกอ้อเป็นลูกบุญธรรมเพราะครูพินิจไม่มีลูกสาวและสงสารความกตัญญูของดอกอ้อที่เป็นเด็กขยันหาเงินช่วยครอบครัวอย่างไม่กลัวลำบาก พร้อมกับมีโอกาสร่วมกับคณะหมอลำของครูพินิจรับงานโชว์ช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตามงานต่างๆ ทั้งในตัวจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง

ดังสุภาษิตที่ว่าอยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย  ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ดอกอ้อจะช่วยทำทุกอย่างที่จะสามารถช่วยบ่งเบาภาระของครอบครัวพ่อแม่บุญธรรมโดยเช้าตรู่ของทุกวันจะต้องเตรียมหุงหาอาหารและจัดเตรียมร้านขายก๋วยเตี๋ยวของพ่อบุญธรรม ซึ่งขณะพักกลางวันตอนเรียนยังแวะกลับบ้านเพื่อมาช่วยขายด้วย รวมทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ของทุกคนในครอบครัวยังนำไปซักที่บ่อน้ำบาดาลต้องเดินเท้าไปไกลเป็นกิโลฯ ด้วยจิตสำนึกที่เธอเปิดใจว่าเพราะไม่อยากสร้างความลำบากให้กับพ่อแม่บุญธรรม ท่านคือผู้ที่มีพระคุณอุปการะให้มีอนาคตทางการศึกษาให้ดีขึ้น  บ่อยครั้งดอกอ้อปฏิเสธความช่วยเหลือจากพ่อแม่บุญธรรมที่หยิบยื่นให้ในเรื่องอื่นๆเช่นการซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ เพราะรู้ดีว่าท่านยังมีลูกในไส้ที่ต้องเลี้ยงดูดอกอ้อจึงได้ใส่แต่เสื้อผ้าตัวเก่า

ภายหลังพอที่จะมีเงินเรียนต่อ จึงส่งตัวเองเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนาส่วงวิทยาคมและได้ไปอยู่กับคณะหมอลำของโรงเรียน แต่ชีวิตก็ไม่ได้สุขสบายขึ้น รายได้จากการอยู่คณะหมอลำไม่พอรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ตัวเองแบกรับอยู่และบ่อยครั้งที่ต้องทำงานจนแทบไม่มีเวลานอน จนครูในโรงเรียนเห็นดอกอ้อนั่งหลับจากความอ่อนเพลียเดินสายกับคณะหมอลำและยังต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อหุงหาอาหารให้กับปู่และย่าของพ่อบุญธรรมที่ตัวเองอาศัยบ้านอยู่ เวลาที่เหลืออันน้อยนิดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ไหนที่ไม่มีงาน วันศุกร์หลังเลิกเรียนและซ้อมรำตอนค่ำดอกอ้อก็จะไม่ลืมกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมพ่อแม่ที่อยู่ต่างอำเภอราว 80 กิโลฯ พร้อมกับนำเงินที่สะสมได้อันน้อยนิดไปช่วยเหลือที่บ้าน
บางครั้งไม่มีเงินค่ารถกลับบ้านก็ต้องโบกรถตามข้างทาง

นาข้าวที่ต้องเช่าและน้องที่มักจะเจ็บออดแอดเป็นประจำ ทำให้พ่อของดอกอ้อต้องแบกไข่ไก่ที่รับซื้อมาไปหาบปิ้งขายตามโรงงานในกรุงเทพฯ  จนบ่าของพ่อเป็นรอยช้ำซึ่งคราใดที่เธอพูดถึงเรื่องนี้จะต้องหลุดน้ำตาออกมาทุกครั้ง พร้อมทั้งตัดพ้อตัวเองที่ไม่อาจทำให้พ่ออยู่อย่างสุขสบายได้ แต่สิ่งที่ทำให้ดอกอ้อคลายความโศกเศร้าได้บ้างก็คือความภูมิใจที่ตนเองได้ทุนเรียนดีและยังเป็นนักเรียนดีเด่นที่ทำให้กับโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ รวมถึงกิจกรรมการแสดงละครและอ่านกลอนหน้าเวทีเกรียติบัตรและรางวัลที่ผ่านมาในชีวิตสมัยตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนจึงถูกเก็บไว้เพื่อย้ำเตือนความทรงจำเสมอ และยังเคยได้ทุนการศึกษาจากพณ ฯ ท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นอีกด้วย

ด้วยความสามารถในการร้องรำหน้าเวทีที่มีรางวัลเป็นเครื่องการันตี ทำให้ดอกอ้อได้โควต้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานีในคณะศิลปะศาสตร์เอกดนตรีและนาฎศิลป์ พร้อมกับได้ร่วมกับคณะวงปงลางของมหาวิทยาลัยแต่ความยากจนก็เล่นงานเธออีกครั้ง แม้จะได้ทุนเรียนฟรีแต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งค่าเช่าหอพักและค่าเครื่องแต่งกาย  จำต้องแบกรับภาระเอง ทุกอย่าง ดอกอ้อจึงตัดสินใจละทิ้งการเรียนอย่างน่าเสียดายโดยคิดว่ายอมละการเรียนเพื่อหาเงินส่งน้องเรียนต่อและช่วยเหลือพ่อแม่ที่ยังลำบากดีกว่าต้องไปรบกวนเอาเงินของครอบครัวมาช่วยเหลือการเรียนของตนเอง

ชีวิตพลิกผันเมื่ออยู่มาวันหนึ่ง ดอกอ้อไปขายเสื่อผ้าแล้วลูกค้าของเธอชักชวนให้ไปขายประกันชีวิตด้วยกัน อย่างไม่มีอะไรจะสูญเสียเพราะงานนี้แทบไม่ต้องลงทุนอะไร ทั้งค่าสมัครและค่าที่พักคนชักชวนออกให้หมดหลังขานประกันได้ระยะหนึ่งรายได้ก็เริ่มงอกเงยขึ้นพอที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นมาบ้างแต่ด้วยใจรักในอาชีพร้องรำจึงยังไม่ทิ้งงานเดินสายไปกับคณะหมอละที่ตนเรียนสมัยมัธยม และบางครั้งนึกสนุกก็ไปประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ จึงได้เจอกับนักแต่งเพลงมือทอง

“ครูสลา  คุณวุฒิ”  ที่เป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดครูสลาทาบทามให้ดอกอ้อไปเทสต์เสียงที่แกรมมี่โกลด์  แต่ด้วยความประหม่าในครั้งนั้นเสียงร้องจึงไม่ได้มาตรฐานที่ทีมงานต้องการ และต้องกลับมาซ้อมร้องเพื่อรอโอกาสไปเทสต์เสียงใหม่อีกครั้ง

ระหว่างที่รอการเทสต์เสียงใหม่ ดอกอ้อได้พบกับนักจัดรายการวิทยุที่จังหวัดอุบลฯ ที่ชื่อ อนุชิต และนักแต่งเพลง อาจารย์สุดโก้  เจียระไน ซึ่งทั้งสองท่านให้การชี้แนะเรื่องการร้องเพลงจนมีวิธีการร้องที่ดีขึ้น ท่านทั้งสองยังทำเดโมตัวอย่างเสียงร้องไปนำเสนอกับแกรมมี่ โกลด์ อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้เลยได้ทำอัลบั้มสมใจในชุด  อกหักวันแห่เทียน  และผลงานล่าสุด  เบอร์โทรเจ้าชู้  ที่วางแผนในปีนี้

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าหลังจากออกอัลบั้มชุดแรกของดอกอ้อไม่กี่เดือน พ่อก็ต้องมาจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ เสาหลักของครอบครัวพังคลืนลงมาโดยยังไม่ทันตั้งตัว  เพราะพ่อคือที่ปรึกษาของดอกอ้อมาโดยตลอด  ความสะเทือนใจผนวกกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือครอบครัวจนบางครั้งกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แต่ไม่อยากให้แม่และน้องเห็นความอ่อนแอ จึงต้องถีบจักรยานไปร้องที่อื่น

การได้เป็นนักร้องมีผลงานอัลบั้มของตนเองในค่ายเพลงที่มีมาตราฐานซึ่งแน่นอนชีวิตย่อมมีความสุขสบายขึ้น แต่ความสุขตามความหมายของดอกอ้อทุกวันนี้ คือที่บ้านได้ปูหลังคาใหม่ไม่ต้องนอนหลบน้ำฝนที่หยดจากหลังคารั่วอีกต่อไป และที่พื้นใต้ถุนของบ้านก็ได้ปูพื้นซีเมนต์ไม่ได้ ร่ำรวยเงินถุงเงินถังอย่างคนมีเงินเลยแม้แต่น้อยและที่ฟังแล้วน่าสะเทือนใจก็คือบ้านของดอกอ้อเพิ่งมีส้วมเพียงไม่กี่ปีนี้เองทั้งที่บ้านอื่นในระแวกเดียวกันมีครบกันทุกบ้านแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวของเธอต้องใช้ห้องน้ำตามธรรมชาติเป็นที่ปลดทุกข์

แม้วันนี้ดอกอ้อจะรู้สึกเสียใจที่พ่อต้องมาจากไปในวันที่เธอเพิ่งก้าวเข้าสู่ความสำเร็จของชีวิต  แต่ในความเสียใจนั้น ก็ยังแฝงความภูมิใจอยู่ลึกๆที่ตัวเองสามารถสู้ชีวิตจากคนติดดินแทบไม่มีอะไรเลยจนมีทุกอย่างเทียบชั้นกับคนปกติในสังคมและทุกวันนี้ยังได้กำลังใจจากแม่และน้องที่เปรียบเสมือนโอสถให้มีแรงสู้ต่อไป  โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่ตนเองเคยพลาดโอกาสมาแล้ว  ถึงตอนนี้ดอกอ้อจึงตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาตรีอีกครั้งที่คณะนิเทศศาสตร์สาขาวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอีกบทละครในชีวิตจริงของผู้หญิงตัวเล็กๆที่ชื่อ  “ดอกอ้อ  ทุ่งทอง”  ความกตัญญูและความไม่ย่อท้อต่อความลำบากของเธอ  น่าจะให้แง่คิดหลายอย่างทางสังคมครอบครัวในยุคนี้ได้.



  
 
 

http://www.car4ur.comkanesornakeanant.com

View My Stats